เรื่องเก่า ๆ ที่เขียนไว้เมือปีที่แล้ว ศิริอายครบ 1 ปีพอดี …(เขียนเมื่อ : 11 เมษายน 2550 3:28)

พูดถึงรักครั้งแรกผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะจำไม่ได้แล้ว รวมถึงผมด้วย ผมเองก็จำรักแรกของตัวเองไม่ได้เหมือนกันมันคลับคล้ายคลับคลาย ตรงนี้แหล่ะคิดออกออกเป็นรูปธรรมมากนัก จนกว่า ……
จนกว่าคุณจะได้ดูหนังเกาหลี เรื่องนี้ “9 ขวบครับเมื่อรักแรกเริ่ม , Wheni Turned Nine” ประทับใจมาก ๆ หลายคนคงสังว่า ไอ้คนอย่างผมเนี่ยนะมันจะดูหนังรักกะเขาเป็นด้วย แหม ผมก็คนนะครับมีได้ทุกอารมย์ละครับ เห็นเถื่อน ๆ แบบนี้ผมก็รักเป็น ขนาดผมใส่เพลงรอสายในมือถือยังโดนแซวเลย แล้วอยู่ ๆ มาบอกว่าผมชอบดูหนังรักโรแมนติก สงสัยเขาจะหาว่าผมเพี้ยนแน่ ๆ ที่จริงผมชอบดูหนัง เกาหลี หนังญี่ปุ่น ถ้าเป็นเรื่อง รัก ๆ โรแมนติกแล้ว หนังจากชาติ 2 ชาตินี้ค้อนข้างถ่ายทอดออกมาได้อย่างลึกซึ้ง และไม่ต้อง งง ๆ กับวัฒนธรรมของเขามากหนัก อย่างหนังที่มาจากตะวันตก เพราะว่า ของเรา กะ ของเขานะวัฒนธรรมมันคล้าย ๆ กัน
ผมติดใจอยู่ 2 เรื่อง เกี่ยวกับหนัง 2 ชาตินี้คือ ความรุนแรง กับเรื่องผี ที่พยายามหลอกอย่างเอาเป็นเอาตายไม่มี โอกาศให้คนดุหยุดหายใจมั่งเลย หลอกแบบหน้ากลัวพิลึก … เรื่องความรุ่นแรงนี่ก็จริงจังมากไม่มีมุมกล้อง ไม่มีตัวแสดงแทนครับ ตบเป็นตบ ถีบเป็นถีบ ตรงนี้ก็อาจจะเป็นวัฒนธรรมของเขาเองซึ่งคน โรแมนติกอย่างผมรับไม่ได้ ..^_^
แต่ถ้าพูดเรื่องรัก ๆ กับเรื่องเศร้า ๆ แล้วละก้ต้องยอมรับว่าหนังจาก 2 ชาตินี้เข้าถึงอารมย์ และสร้างความรู้สึกอึดอัดให้กับคนดูอย่างผมได้มากพอสมควร … ไม่ว่าจะเป็น the classic , Il mare , ฯลฯ อีกเยอะจำไม่ได้ละ (แน่ไม่เชื่ออีกว่าผมดู )…..
เรียกได้ว่าจบฉากเศร้า ก็ต้องให้เราได้ถอนหายใจกันเฮือกใหญ่ที่เดียว Wheni Turned nine เป็นเรื่องราวของเด็กประถม ที่แอบชอบเพื่อนร่วมห้องที่เธอทั้งสวยและดูสูงส่ง จนทำให้ผมอดไม่ไหว ?? ไม่ใช่ดิพระเอกในเรื่องอดไม่ไหวที่จะเขียนจดหมายไปบอกรัก กับเธอแต่ไม่กล้าลงชื่อตอนท้ายจดหมายซะงั้น …
มันช่างเหมื๊อน เหมือน พูดถึงเด็ก ๆ ขนาดเพื่อนล้อว่าชอบคนนั้น คนนี้ยังพาลโกรธไล่เตะไล่ต่อย คนที่ว่าเลย มิหนำซ้ำยังทำตัวห่างเหิน เชิดใส่คนที่ เพื่อน ๆ จับคู่ให้ซะด้วย ด้วยหวังว่าเพื่อนมันจะตายใจ เชื่อว่าที่จริงแล้วเราไม่ได้รักเขาเลย จริ๊ง ๆ ประมาณมึงหยุดล้อกูเลยนะโว้ยยกูไม่ได้ชอบมัน …..
เด็ก ๆ ชนบทชาวเกาหลี ก้ไม่ต่างอะไรกับเด็ก ชาวสุรินทร์ … เอ๊ะยังงัย เด็กชาวไทยซิ อย่างที่ผมเกริ่นตอนต้นว่าวัฒนธรรมเรามันคล้าย ๆ กัน …. ว่าแล้วคิดถึงยัยตัวร้ายจัง วัฒนธรรมคล้าย ๆ กันเราก็น่าจะเป็นแฟนกันได้นะ ก๊าก ๆๆ ?
ประทับใจคำพูดหนึ่งที่ตัวละครตัวหนึ่งได้พูดกับพระเอกเด็กคนนั้นว่า “รู้ไหม ทำไมเราถึงเศร้าเมือรู้ว่าต้องจากคนที่เรารัก ….ก็เพราะว่าเรารู้ว่าเราจะไม่มีโอกาศทำอะไร เพื่อคนรักได้อีกอล้ว แม้ว่าราอยากจะทำ” จนทำให้พระเอกต้องวิ่งไปหานางเองกลางดึกเพื่อจะบอกว่าจดหมายฉบับนั้นเป็นของเขาเอง …วู้ยยยยยยยย และไม่ลืมที่จะหอมแก้มก่อนที่จะวิ่งออกจากที่นั้นให้เร็วที่สุด ….. เสียดายจริง ๆ ผมน่าจะได้ดูหนังเรื่องนี้ก่อนหน้านี้สัก 10 วันนะ …เผื่อได้เลียนแบบไอ้เบี๊ยกนั้นได้มั่ง ……..อิอิ ทะลึ่งละเรา …..
หนังเรื่องนี้นอกเสียจากจะดึกมโนภาพเก่า ๆ ครั้วเราเป็นเด็ก ๆ แล้ว ให้ได้ยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่กัน คนที่อารมย์อ่อนไหว ก็อาจจะต้อง เสียน้ำตาให้กะมันได้ด้วย ขนาดผมยังรู้สึกอึดอัด หน่วง ๆ อยู่เลย ….
ปล. ได้ดูแล้วก็เอามาเล่า ๆ แบ่งปันกันนะครับว่ารู้สึกแบบผมไหม ?
ปฮ. ให้ตายดิ คิดถึงเธอจริง ๆ นะ ….










